[KHR/RMC] Fiction for my Buddy

posted on 14 Feb 2012 16:52 by irregular
วิ่งมาส่งรีเควสอีกคนนนนนน
  
นกฮูกได้รีเควสของ ท่าน rainy ค่ะ เลยเลือกเควสฟิค 8059 มา... แปลเอาเพราะจะแต่งเองก็สงสารคนอ่าน(ฮา) +จะแปลโดคู่นี้คนก็ชอบกันเยอะอยู่แล้ว กลัวซ้ำ =v=;;; หวังว่าจะถูกใจค่ะ... (คือต้นฉบับดีอยู่แล้ว... แต่อีนี่ไม่ได้แปลนาน กลัวฝีมือที่ปกติก็ไม่ค่อยจะมีอยู่แล้วตก Orz)

จริงสิ ได้โปสการ์ดปีใหม่เรียบร้อยแล้วนะคะท่านเรนนี่ สวยมากกกกก ขอบคุณมากๆ เลยค่า XD จะเอาไปประดับหิ้งบูชา #ฮา

  

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

กรุณาอย่านำฟิกไปโพสต์ที่อื่นโดยไม่ได้รับอนุญาตก่อนนะคะ

Special Thanks!: คครบ. ขอบคุณที่เป็นเบต้าให้ค่ะ กร๊าก XD

Original: http://serafica.web.fc2.com/loveisall.html



++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++ 

 

 

Love is all




มีคำพูดว่า ‘ความรักคือทุกสิ่ง’... แต่ฉันคิดว่ายังไงคนเราก็คงโยนองค์ประกอบต่างๆ ที่จำเป็นในการใช้ ‘ชีวิตประจำวัน’ ทิ้งไม่ได้หรอก แล้วก็คิดด้วยว่าพื้นที่ส่วนมากของ ‘ชีวิตประจำวัน’ นั่น ถูกสิ่งที่เรียกว่า ‘อาหาร’ ครอบครองเอาไว้อยู่


ชีวิตที่ขาดแคลนอาหารมันก็ไม่ต่างอะไรกับโศกนาฏกรรม โดยเฉพาะสำหรับพวกคนทำงานใช้แรงอย่างพวกฉันนี่ถือเป็นเรื่องคอขาดบาดตายชัดๆ ที่สำคัญยิ่งใช้ชีวิตอยู่ในโลกที่ตั๋วไปเข้าเฝ้ายมบาลอาจร่อนมาหาได้ทุกเมื่อแบบนี้ จะอยากลิ้มรสอาหารทุกมื้อให้มันคุ้มค่ากับที่ยังมีลมหายใจก็ไม่แปลกไม่ใช่หรือไง .... หรือต่อให้ไม่คิดถึงเรื่องพวกนั้น ฉันก็ยังมีความสุขที่ได้ทานอะไรอร่อยๆ กับโกคุเดระอยู่ดี แน่นอนว่ารวมถึงการได้เห็นหมอนั่นทานอาหารที่ฉันทำด้วย


อาหารเป็นพื้นฐานของปัจจัยสี่ เป็นต้นกำเนิดของความสุข


ฉันเริ่มคิดเช่นนั้นหนักข้อขึ้นหลังจากที่เริ่มอยู่กับโกคุเดระ(ซึ่งพูดอย่างนี้ทีไรหมอนั่นต้องโกรธทุกที เพราะสำหรับเจ้าตัวแล้วมันเป็นงานหรือภารกิจสืบข่าว)ในอิตาลีไปได้ราวๆ หนึ่งเดือน...





 

“นี่ โกคุเดระ”


“ไม่ได้”


หมอนั่นตอบกลับอย่างรวดเร็... ไม่สิ ฉันยังไม่ทันพูดอะไรเลย เพราะงั้นมันไม่ควรจะเรียกว่าตอบสินะ


“..... เอ่อ โกคุเดระ?”


“อะไร จะขอให้ซื้อไมโครเวฟให้ใช่ไหมล่ะ? ไม่ได้”


โกคุเดระตัดบทห้วนๆ ไม่ให้ฉันได้มีโอกาสพูดอะไรต่อโดยไม่ยอมละสายตาจากหนังสือพิมพ์ที่กางอยู่บนโต๊ะ อุ... ก็ดีใจอยู่หรอกนะที่รู้ใจกันขนาดนี้ แต่จะเว้นช่วงหยุดคิดก่อนตอบอะไรมาสักหน่อยก็ไม่เห็นเป็นอะไรเลยนี่?


เอาเป็นว่ายังไงก็ต้องพยายามไม่ให้โดนตัดจบกันเสียดื้อๆ อย่างนี้ ฉันเลยพยายามหาเรื่องคุยต่อ


“ทำไมถึงรู้ล่ะว่าฉันจะพูดเรื่องไมโครเวฟ?”


“ทำไมน่ะเรอะ”


โกคุเดระพูดขึ้นด้วยเสียงเรียบๆ


“ก็เมื่อกี้นายจ้องโฆษณาทีวีเขม็งเลยไม่ใช่หรือไง”


ถ้าไม่โง่ก็คงเดาได้กันทั้งนั้นล่ะ หมอนั่นบอกพลางหัวเราะหยันๆ อืม.. ดูท่าจะต่อกรยากกว่าที่คิดแฮะ ฉันนึกพลางหัวเราะตอบกลับไป นั่นสินะ จะว่าไปมันก็จริงอย่างที่หมอนั่นพูด ว่าแต่โกคุเดระ... เห็นนั่งอ่านหนังสือพิมพ์เงียบอย่างงั้นยังอุตส่าห์คอยดูว่าฉันดูอะไรอยู่ด้วยเหรอเนี่ย


ฉันพยักหน้าพลางถอนใจหนักๆ ออกมา ลงเป็นแบบนี้แล้วคงไม่มีทางเลือกอื่น... ต้องลุยกันซึ่งๆ หน้านี่ล่ะ


ปัง! ฉันวางมือทั้งสองข้างลงบนโต๊ะ และก้มหัวให้อีกฝ่ายจนหน้าผากแทบจะกระแทกกับมัน


“....... ขอร้องล่ะครับ”


ไมโครเวฟ ถ้าเป็นไปได้ขอแบบที่มีโหมดเตาอบด้วย


“ซื้อเถอะครับ”


หรือพูดว่าขอให้ฉันซื้อเหอะอาจจะถูกกว่า


พูดจบฉันก็ยกมือทั้งสองข้างขึ้นพนมมือขอร้องโดยยังไม่ยอมเงยหน้า


จริงๆ แล้วก็สงสัยเหมือนกันนะว่าทำไมตัวเองต้องทำถึงขนาดนี้ ก็ไมโครเวฟน่ะใช่ว่าซื้อมาแล้วฉันจะใช้อยู่แค่คนเดียวนี่? ซื้อมาโกคุเดระก็ใช้ได้เหมือนกันนา? แล้วอีกอย่างถ้ามีไมโครเวฟใช้แล้วฉันอาหารทำได้ดีขึ้นคนที่จะได้กำไรที่สุดก็คือโกคุเดระไม่ใช่หรือไง!? ไปซื้อด้วยกันสักอันก็ไม่เห็นจะเป็นอะไรเลยนี่!


“..... นะ?”


ฉันเงยหน้าขึ้นมองโกคุเดระผู้เริ่มมีท่าทีลำบากใจอีกครั้งด้วยสายตาอ้อนวอน อย่างน้อยตอนนี้หมอนั่นก็ไม่ได้ทำหน้า ‘ไม่มีทางเด็ดขาด’ อย่างเมื่อกี้ล่ะ


ฉันก้มหัวอีกครั้งพลางพูดซ้ำว่า ‘ขอร้องล่ะ’


โธ่ ถ้าไปคนเดียวเองได้ฉันก็ไปแล้ว เงินก็มี ภาษาอิตาลีก็พอจะพูดได้บ้างแล้ว


แต่โกคุเดระเองก็รู้ใช่ไหมล่ะ? ว่าการจะหาซื้อเครื่องไมโครเวฟในแถบบ้านนอกของอิตาลีน่ะมันลำบากยากเย็นแค่ไหน! ก็เล่นไม่มีขายในร้านเครื่องใช้ไฟฟ้าอ่ะ? ไม่สิ มันก็ไม่ใช่ว่าไม่มีเลยหรอก แต่มันมีให้เลือกอยู่ไม่กี่แบบ แล้วก็ไม่มีรุ่นที่มีฟังก์ชันที่ฉันอยากได้ด้วยอ่ะ! หนำซ้ำเจ้าของร้านยังดูจะไม่ชอบไอ้เครื่องนี่เท่าไหร่จนไม่ค่อยยอมฟังที่ฉันพูดอีก! นี่โดนถามกลับมาเฉยเลยนะว่า “มันจำเป็นจริงๆ เรอะ?” ! แถมยังโดนพูดว่า “ใช้ของพรรค์นั้นทำอาหารเนี่ยนะ มันจะน่าเศร้าไปแล้ว” โหดร้ายจะตายไม่ใช่หรือไง?!


ความจริงฉันตกใจนะ... จริงๆ จนป่านนี้ก็ยังไม่ชินเลยด้วยซ้ำ... ที่เค้าว่า ‘เครื่องใช้ไฟฟ้าไม่เป็นที่แพร่หลายในอิตาลี’ น่ะ


จะว่ายังไงดีล่ะ เวลาจะทำความสะอาดก็ใช้ไม้กวาดกับที่ตักผง เวลาทำอาหารก็เปิดเตาแก๊สทำกัน ‘เป็นเรื่องปกติ’ ขนาดจะอุ่นของเก่ากินยังใส่ลงหม้อแล้วตั้งไฟต้มเลย(ถึงปกติพวกฉันจะไม่กินเหลือก็เหอะ) เพราะงั้นเครื่องใช้อย่างเตาไมโครเวฟนี่ถึงจะพยายามโฆษณามากแค่ไหน...ก็ดูจะไม่มีคนสนใจเท่าไหร่นัก แน่ล่ะว่าในเมืองใหญ่อย่างโรมหรือมิลาโนอาจจะต่างออกไป แต่เอาเป็นว่าครอบครัวที่อาศัยอยู่ในละแวกใกล้เคียงตอนนี้ไม่มีบ้านไหนที่มีไมโครเวฟอยู่ในครอบครองเลยแม้แต่ที่เดียว (ทำไมฉันถึงรู้แม้แต่เรื่องของเพื่อนบ้านน่ะเหรอ เพราะแอบสืบไปพร้อมกับตอนทำงานหลักเก็บข้อมูลแถวๆ นี้ไปด้วยน่ะสิ แล้วก็กะไว้ว่าถ้าเจอใครมีก็จะใช้แผน “คุณ XXX มีอ่ะ!” กับโกคุเดระดู แต่ผลก็อย่างที่เห็นล่ะนะ...)


ฉันไม่ได้จะต่อต้านชีวิตแบบดั้งเดิมที่ไม่พึ่งพาเทคโนโลยีหรอกนะ แต่ไมโครเวฟมันจำเป็นสำหรับฉันจริงๆ โกคุเดระอาจจะเห็นว่ามันเป็น ‘ของพรรค์นั้น’ แต่นั่นมันเพราะหมอนั่นไม่ทำอาหาร เลยไม่เข้าใจน่ะสิว่าไม่มีแล้วมันลำบากแค่ไหน ยังไงจะก็ยืนยันล่ะว่าฉันอยากได้!


..... ฉันก็แค่อยากให้ไปซื้อด้วยกันเท่านั้นเองอ่ะ อยากให้โกคุเดระไปเดินดูตามร้านเครื่องใช้ไฟฟ้าแล้วเลือกด้วยกัน ไม่งั้นก็ซื้อไม่ได้ซะที!


คนที่พูดภาษาของพื้นที่นั้นๆ ได้กระท่อนกระแท่นต้องพยายามหาซื้อสินค้าราคาแพงที่คนแถวนั้นไม่ใช้กัน... คิดยังไงมันก็เป็นภารกิจโหดหินชัดๆ แถมฉันไม่อยากหลับหูหลับตาซื้อมาแล้วมาโดนโกคุเดระเฉ่งเอาทีหลังด้วย (เพราะถ้าเลือกมาไม่เข้ากับเฟอร์นิเจอร์อื่นห้องที่แต่งไว้ก็เสียหมดอีก)


“............”


โกคุเดระทำหน้าครุ่นคิดแล้วนิ่งเงียบไป จริงๆ หมอนั่นก็ไม่ได้คัดค้านอะไรเรื่องไมโครเวฟหรอก แต่ไม่อยาก ‘ไปซื้อด้วยกัน’ ต่างหาก เพราะดูเหมือนเจ้าตัวจะรู้สึกว่าผู้ชายสองคนไปเดินเลือกซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าด้วยกันมันดูน่าอายสิ้นดี และไมโครเวฟดูจะไม่ใช่ของที่หมอนั่นจะอยากได้จนยอมทำขนาดนั้น


ฉันเงยหน้าขึ้นก่อนที่จะพูดต่อ


“น่า ซื้อมาก็ทำอะไรได้สะดวกขึ้นนะ เตรียมอาหารได้ง่ายขึ้นด้วย! ถ้าเวลาที่ใช้ทำอาหารลดลงก็แบ่งเวลาไปทำอย่างอื่นได้ใช่ไหมล่ะ จะได้มีเวลาไปใส่ใจกับงานของแฟมิลีมากขึ้นด้วย? แถมโกคุเดระจะได้ทำอาหารให้อุริได้เองด้วยนะ!”


“..... นายเป็นเซลล์แมนเรอะ”


“น่า ขอร้องล่ะ โกคุเดระเองก็ใช้เหมือนกันนี่นา ถ้ามีไมโครเวฟแล้วต่อให้ฉันไม่อยู่ก็อุ่นกับข้าวกินเองได้ด้วยนา”


ใช่ แล้วฉันก็พูดเสริมต่อว่า


“พอฉันไม่อยู่นายก็ไม่ได้ทานอะไร... ฉันเป็นห่วงนะ”


โกคุเดระเป็นคนไม่ทำอาหาร หรือพูดให้ถูกก็คือต่อให้คิดจะทำก็ขาดแคลนสกิลขั้นร้ายแรง เพราะงั้นเวลาอยู่คนตัวคนเดียวตัวเลือกที่เหลืออยู่ก็จะกลายเป็นไปทานอาหารตามภัตตาคารไปโดยอัตโนมัติ แต่ตั้งแต่มาที่นี่ตัวเลือกนั้นก็หายไปด้วยเหตุที่ว่าในเมืองเล็กๆ อย่างนี้มีร้านให้เลือกจำกัด และเจ้าตัวบอกว่าไม่อยากสร้างคนรู้จักในเมืองที่มาแฝงตัวสืบข่าว..... ดังนั้นตอนนี้โกคุเดระก็เลยแทบจะไม่ได้ทานอะไรนอกจากอาหารที่ฉันทำ


แล้วจะไม่ให้ห่วงได้ยังไง... โกคุเดระชอบบอกว่ากินอาหารเย็นชืดไม่ลง แต่จะทำทิ้งไว้ให้ก็เอาไปอุ่นเองไม่ได้อีก ถ้าวันไหนฉันกลับช้าก็ได้แต่รอไม่กินอะไรเลย คราวก่อนตอนที่ฉันกลับหลังเที่ยงคืนก็เกือบอดตายไปทีแล้ว แต่ต่อให้มาโวยวายใส่ว่าไม่ได้กินอะไรทั้งวันนอกจากชีสฉันเองก็ไม่รู้จะทำยังไงเหมือนกันนะ


“นะ ถ้ามีไมโครเวฟล่ะก็นายจะได้ทานข้าวได้ไม่ต้องรอฉันไงล่ะ แล้วจะได้ไปนอนพักก่อนได้ด้วย โกคุเดระจะได้สบายขึ้นไง”


ว่าก็ว่าเถอะ ถ้ามีเวลาที่พักได้ก็อยากให้พักไว้ก่อนนั่นล่ะ เพราะงั้นถ้าลดเวลาที่เสียไประหว่างรอทานข้าวได้ก็น่าจะทำ


“นะ เพราะงั้นน่ะ...”


“ไม่ใช่เสียหน่อย”


โกคุเดระตัดบทการชักแม่น้ำทั้งห้าของฉันด้วยสีหน้าบึ้งตึงก่อนที่จะย้ำอีกรอบว่า “ไม่ใช่” ออกมาด้วยเสียงอันเบา หลังจากนั้นหมอนั่นก็พับหนังสือพิมพ์แล้วหันมาจ้องฉันด้วยสีหน้าไม่สบอารมณ์เท่าใดนัก

 

“ฉันก็ไม่ได้รอนายเพราะอยากกินข้าวหรอกนะ”

 

“ไปตายซะ” โกคุเดระบ่นพลางเดาะลิ้นอย่างหงุดหงิด ก่อนที่จะลุกพรวดขึ้นยืน


“อีกอย่างฉันมั่นใจว่าต่อให้มีไมโครเวฟก็จะยังใช้ไม่ได้อยู่ดี ต่อให้ซื้อมาก็แค่เปลี่ยนมารอนายกดปุ่มให้เท่านั้นล่ะ”


หมอนั่นหัวเราะพลางพูดต่อว่าสมน้ำหน้า ด้วยท่าทีที่.... จะว่าปากเสียมันก็ออกจะน่ารักเกินไปหน่อยนะ...


ฉันได้แต่ทำคอตกอย่างหมดหวัง... แพ้แล้ว โธ่ โดนบอกอย่างนั้นใครจะไปพูดอะไรอีกได้กันล่ะ ใครจะไปกล้าบอกอีกว่า “ทานไปก่อนคนเดียวเถอะนะ” ฉันเองก็ดีใจเหมือนกันนั่นล่ะที่อุตส่าห์นั่งรอให้กลับมา ยิ่งได้ทานข้าวด้วยกันหลังทำงานมาทั้งวันยิ่งดีใจเข้าไปใหญ่ อา... ขี้โกงชะมัดเลยโกคุเดระ จะขี้โกงเกินไปแล้วนะ!


ฉันกำมือแน่นพลางกลั้นน้ำตาล้มเลิกความฝันเรื่องไมโครเวฟ ก่อนที่จะเอ่ยปาก “ถ้าอย่างนั้น..” แล้วพูดต่ออย่างดันทุรังว่า


“..... อยากได้หม้อหุงข้าวอ่ะ”


“นี่นาย ถ้าแค่อยากไปซื้อของกับฉันล่ะก็บอกมาดีๆ ซะแต่แรกสิ”


โกคุเดระหรี่ตามองก่อนจะบอกว่าไม่ได้ พลางพ่นควันบุหรี่ออกมา




++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

 


ลงเสร็จชิ่ง... ไปส่องเควสอื่นๆ ต่อล่ะค่ะ 8D

ลป. รอร๊อรอดีวีดีรีโบคอนห้า ใครสปอล์ยสาปจริงๆ ด้วย #ดูมัน


 

[RMC] EPW: Theme AAA!! 3A Standoff

posted on 04 Feb 2012 22:26 by irregular
 
เอนทรีนี้เป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรม
 
 
 


 
วันเดียวเจ็ดธีม เย้เฮ ปั่นเร็วกว่าที่ตัวเองคิดไว้เยอะเลยค่ะ 8D (ดูมัน) ส่วนชื่อเอนทรี... ไม่มีอะไรหรอกค่ะ แค่นกฮูกกำลังบ้าเกม DRRR!! 3way standoff -alley-  (ไม่ค่อยเลย) กร๊ากกกกกกกกกกกก XD

อนึ่ง 3A = 3 Anart/อนาถ 8D *คอมระเบิด*
 


***คำเตือน(??)
กรุณาอ่านธีมของเพื่อนร่วมทีม
เพื่ออรรถรสที่ครบถ้วน(ฮา)***

 
 

++++++++++++++++++++++++++
 

1. ไรเฟิล

 “แม๋นนน พี่เต้ครัฟ ดูนี่สิครัฟ มันร็อคแมว่กกกกกกกก!!”

“........................... รอยช้ำตรงหน้าท้องนี่มันร็อคตรงไหนเหรอครับปั๊งคุง”

ดันเต้ เทสต้ารอสซาเอ่ยปากถามสปังค์ ไอ้หนุ่มบีบอยสมาชิกร่วมแฟมิลีด้วยน้ำเสียงอันยากจะบรรยายว่าผู้พูดอยู่ในอารมณ์เอือมระอา งุนงง หรืออะไรกันแน่ เมื่ออยู่ๆ อีกฝ่ายวิ่งมาเปิดหน้าท้องโชว์แผลฟกช้ำสีม่วงสดใสราวพอยซันคุกกิ้ง(??)ให้เขาดู

“พี่บุญธรรมสาธิตความร็อคของพานปืนไรเฟิลคู่ใจให้ปั๊งดูเป็นบุญตาครัฟ กระทุ้งทีเดียวกลายเป็นรอยอย่างงี้ได้... มันร็อคแมว่กกกกกกกกกกก!!! วินเชสเตอร์โมเดล 70 สวดยวดมากเลยเนอะครัฟพี่เต้ สมแล้วที่พรานรพินทร์ใช้ตบหัวซอมบี้หลุด แม๋นนนนนน”

“.....................”

ดันเต้... มองคู่สนทนาของตนด้วยสีหน้าอันไม่ยากที่จะบรรยาย ว่าตอนนี้เขาอยู่ในภาวะ ‘เหวง’ เอามากๆ เขาว่าเขาก็รู้จักไอ้หนุ่มรุ่นน้องคนนี้มาได้ระยะหนึ่งแล้วแท้ๆ นะ แต่ดูยังไงก็ไม่มีทีท่าว่าจะสามารถทำความเข้าใจระบบความคิดของปั๊งคุงหรือสปังค์คนนี้ได้เลย

“..... นั่นสินะครับ ร็อคมากเลย”

และนั่นล่ะที่เป็นสาเหตุให้ดันเต้ตัดสินใจว่าเออออห่อหมกไปเสียเถอะ ไม่งั้นน่ากลัวว่าเขาจะโดนลากไปพิสูจน์ความร็อค(ตามที่สปังค์ว่า)ของพานปืนที่ว่าด้วยอีกคน

 
 

 

4. ดับเครื่องชน      

“...............................”

ดันเต้ เทสต้ารอสซาไม่ใช่คนเงียบอะไรมากมาย เขาก็พูดกับคนอื่นได้ด้วยอัตรา 2000-4000 คำต่อวันตามมาตรฐานผู้ชายทั่วไปนั่นล่ะ ทว่า.... ในวองโกเล่แฟมิลี่นี้ ก็มีคนอยู่คนหนึ่ง ที่หากพบเจอจะทำให้สถิติจำนวนคำพูดต่อวันของเขาลดลงมากมายสุดหูรูด ซึ่งส่วนมากก็เกิดจากเหตุที่ว่าเขาไม่รู้จะแสดงท่าทีตอบสนองคำพูดหรือการกระทำของอีกฝ่ายอย่างไร

ส่วนตอนนี้.... ก็คู่กรณีคนเดิม แต่สาเหตุอาจจะต่างออกไป เพราะตอนนี้ดันเต้กำลังงุนงงกับภาพที่ตนมองเห็นเมื่อเดินมาเจอต้นไม้ตรงหน้า... ตัวยักษ์แถมหัวหลากสีแบบนี้.... ดูยังไงๆ มันก็ปั๊งคุงชัดๆ นี่นา...... แล้วทำอีท่าไหนถึงไปนอนแน่นิ่งอยู่บนต้นไม้ได้ล่ะนั่น

อาจจะเคราะห์ดีที่เป็นต้นไม้ที่ว่าเป็นต้นขนาดใหญ่ ไม่งั้นคิดจากขนาดตัวของสปังค์แล้วต้นไม้ทั่วๆ ไปคงกิ่งหักจนไอ้หนุ่มบีบอยร่วงกลับลงกระแทกพื้นโลกไปแล้วเป็นแน่ แต่ถึงอย่างไรก็ยังวางใจไม่ได้เพราะไม่รู้ว่ามันจะทนไปได้ถึงเมื่อไหร่ ดันเต้จึงตัดสินใจส่งเสียงเรียกสปังค์ให้อีกฝ่ายรู้สึกตัว

และจากการสอบปากคำ(?)สปังค์ว่ามันเกิดอะไรขึ้นถึงได้ไปนอนสลบอยู่บนที่แบบนั้น... ก็ได้ความว่าสปังค์ไปเป็นควายชั่วคราวให้อีวา โรมาโนแทนซาดาฮารุ ควายธนูที่โดนเบลเฟกอร์ผบ.วาเรียเอาไป และไปดับเครื่องชนขวิดควายที่หลุดออกมาจนกระเด็นมาถึงนี่.......

“............. ปั๊งคุงครับ ดับเครื่องชนเป็นสกิลเฉพาะของรุ่นที่สิบนะครับ อย่าไปเลียนแบบเลย”

บอกตามตรงดันเต้ก็ไม่ค่อยเข้าใจเรื่องที่ไอ้หนุ่มรุ่นน้องเล่ามาหรอก แต่เขาก็ตัดสินใจตัดบทไปอย่างนั้น เพราะมั่นใจว่าต่อให้ติดโหมดดับเครื่องชน(??)พยายามถามต่อไปก็คงไม่ได้ช่วยให้รู้แจ้งอะไรมากขึ้น

  

7. เพศที่สาม 

“แม๋นนนนนนนนนนนนนนนนนนน ปั๊งเพิ่งรู้นะครัฟเนี่ยว่าพี่เต้ก็เป็นเพศที่สามเหมือนพี่หนวด”

กร๊อบบบบบบบบบบ!!!!!

เสียงเครื่อง Smart Phone เคราะห์ร้ายที่ดันเต้ เทสตารอสซาหยิบขึ้นมาเพื่อจะรับโทรศัพท์ถูกบีบหักคามือเจ้าของจนส่งเสียงเสียดโสตประสาท น่าสงสารผู้ที่โทรมาว่าคงติดต่อเขาไม่ได้อีกระยะหนึ่ง... แต่เรื่องนั้นไม่ใช่ประเด็นสำคัญ อย่างน้อยก็สำหรับดันเต้ในตอนนี้

“โน้วววววววววว พี่เต้ทำอะไรน่ะครัฟ เสียดายของแมว่กกกกกกกกกกกกกกก”

“........ ปั๊งคุง....... ไหงอยู่ๆ มาหาว่าผมเป็นเพศที่สามล่ะครับ....”

ดันเต้เอ่ยปากถามไอ้หนุ่มบีบอยผู้นั่งอยู่ตรงหน้าด้วยน้ำเสียงที่ยากจะบรรยายว่าเจ้าตัวอยู่ในภาวะไหน(เหมือนทุกครั้งที่ได้คุยกับสปังค์) และเขาก็ได้รับคำตอบว่า...

“แม๋นนนนน ก็น้องอีวาบอกว่าเพศที่สามคือคนที่อยากรับโทรศัพท์นี่ครัฟ เมื่อกี้พี่เต้จะรับโทรศัพท์ งั้นพี่เต้เป็นเพศที่สามเหมือนกันใช่ไหมล่ะครัฟ”

“..................................”

ดันเต้... พิจารณาจากคำตอบที่ได้ฟังแล้วสรุปสิ่งที่ตนเองต้องทำหลังจากนี้ได้สองข้อ... ข้อแรกคือพยายามอธิบายให้สปังค์เข้าใจว่าเพศที่สามไม่ใช่อะไรอย่างที่เจ้าตัวคิด(อย่างน้อยๆ ก็ต้องทำให้รู้ว่ามันไม่เกี่ยวกับโทรศัพท์) และข้อสอง... เขาควรจะเปลี่ยนมือถือเป็น Nokia หรือรุ่นกระติกน้ำใหญ่ๆ เสียให้มันรู้แล้วรู้รอด ไม่งั้นอาจจะต้องทำมือถือหักคามืออีกหลายเครื่องเวลารับโทรศัพท์ต่อหน้ารุ่นน้องชาวร็อคคนนี้แน่

   
  

16. Facebook    

 

คำถาม : ใครกดไลค์ให้โปจิสี่คน 8D (ฮา)  

 

18. สะพานเหล็ก  

“ปั๊งคุงครับ... ผมเข้าใจนะว่าปั๊งคุงหวังดี อยากช่วยคุณอีวาให้ไม่ต้องจ่ายค่าซ่อมเครื่อง psp แพงๆ แต่หาร้านซ่อมที่นี่ดูยังไงก็จะถูกกว่าค่าซ่อมที่สะพานเหล็กรวมค่าวินมอเตอร์ไซค์โขนะครับ”

แถมว่าก็ว่าเถอะ ต่อให้ได้ถูกจริงยังไงเด็กสาวเกรียนรายนั้นก็คงไม่จ่ายอยู่ดีล่ะมั้ง ดันเต้ เทสต้ารอสซาคิดในใจระหว่างที่บอกกับสปังค์ ไอ้หนุ่มบีบอยที่เพิ่งจะโดนผู้พิทักษ์วายุรุ่นแรก... G... หรือที่หลายๆ คนแอบเรียกลับหลังว่าปู่สาดเป็ดเฉ่งยาว ต่อด้วยโดนท่าไม้ตายสาดเป็ด โทษฐานที่หาหนี้(หรือค่าวินมอเตอร์ไซค์จากวองโกเล่ไปสะพานเหล็ก...)เข้าแฟมิลีมาสดๆ ร้อนๆ

“ปั๊งจะจำไว้ครัฟพี่เต้ ว่าแต่สะพานเหล็กเนี่ยไม่ร็อคเลยนะครัฟ ถ้าปั๊งมีทุนปั๊งจะทำสะพานร็อคแบบนารุโตะโอฮาชิ พี่เต้สนใจร่วมด้วยมั้ยครัฟ แม๋นนนนนนนนนนนนนนนนน!”

“.......................”

และนี่ก็เป็นอีกครั้งที่ดันเต้อับจนต่อคำพูดต่อหน้าไอ้หนุ่มชาวร็อคตัวยักษ์ผู้นี้

 
 
 
19. ครีมทาผิว       

ดันเต้ เทสตารอสซา เป็นชาวอิตาลีแท้ทั้งในด้านสัญชาติและเชื้อสาย

และเช่นเดียวกับชาวยุโรปส่วนมาก ยีนที่มีในตัวทำให้ถ้าหากต้องไปอยู่กลางแดดจ้าเป็นเวลานานๆ ผิวของเขาจะไม่กลายเป็นสีคล้ำลงแบบชาวตะวันออก แต่จะแดงและเกิดอาการแสบเพราะสู้แสงอาทิตย์ไม่ได้มากขนาดนั้น

แต่ตอนนี้... เขา ฮิบิกิ ไดจิ และสปังค์ สมาชิกจากวองโกเล่แฟมิลีทั้งสามคนกำลังประสบภัย ติดแหงกอยู่บนเกาะร้าง... แน่นอนว่าคงไม่มีครีมกันแดดให้ใช้แน่......

แต่ใครจะไปสนกัน... ดันเต้คิดระหว่างที่นั่งมองซากศพ(??)ของ Hypnos ll โน๊ตบุ๊คลูกรักที่ดับอนาถไปเนื่องจากถูกแรงกระแทกอย่างอาลัยอาวรณ์... เสียลูกไปทั้งคน(????)อย่างน้อยก็เขาคนนึงล่ะที่ไม่มีอารมณ์ไปห่วงเรื่องพรรค์นั้นแน่ เผาก็เผาสิฟระ!!!

“แม๋นนนนน แดดที่นี่มันร้อนยังกับรูโอโซนบนหัวมันแหว่งเลยนะครัฟ แบบนี้ถึงปั๊งจะชอบออกกำลังกลางแจ้ง แต่มะเร็งอาจจะถามหา ชาวร๊อคต้องรักษาสุขภาพ พี่เต้ ไดจิ เรามาทาครีมกันแดดกันเถอะครัฟ!!!”

แต่แล้วเสียงของไอ้หนุ่มชาวร็อคก็ดังขึ้นขัดความคิดของเขาด้วยเป็นห่วงว่าเพื่อนร่วมองค์กรจะโดนมะเร็งเล่นเอา แถมประโยคต่อไปที่เจ้าตัวพูดออกมาหลังโปจิ เอ๊ย ไดจิถามไปว่านายพกครีมกันแดดมาด้วยเรอะนี่สิ....

“เปล่าครัฟ แต่เราจะใช้เมือกของจูเลียตจังทาตัวแทน รับรอง…ลงน้ำได้ ซำบายหายห่วง ร๊อคแมว่กกกกครัฟฟฟฟ!!!”  

คำตอบของสปังค์ทำให้ดันเต้ยอมหยุดนั่งไว้อาลัยให้ฮิปนอสลูกรักชั่วคราว...และหันไปร่วมมือกับไดจิโยนกล่องจูเลียตจังลงผืนทะเลสีครามอันกว้างใหญ่ตรงหน้า... เพราะเขายังมีสติพอที่จะตัดสินได้ว่าครีมกันแดดยี่ห้อจูเลียตจังมันน่าสะพรึงกลัวเพียงใด

 

20. โรงพยาบาล

“แหม่…คุณวาลนี่ก็รุนแรงเหมือนกันน่ะขรั่บ …ทำอีท่าไหนขรั่บ เล่นซะคุณปั๊งช้ำในแบบนี่”

“ถึงวาลจะชอบเล่น SM แต่แบบนี้สงสัยพี่ปั๊งจะรอดยากแล้วล่ะ”

“ผมอาจจะมือหนักไปหน่อยที่เอาพานท้ายไรเฟิลกระทุ้งหน้าท้องคุณสปังค์ ผมจะออกเงินค่าใช้จ่ายเข้าโรงพยาบาลให้…แต่ถ้าจะให้ดี…พวกคุณสองคนควรจะเลิกใช้คำพูดอะไรที่ทำให้คนที่แอบฟังอยู่ข้างนอกเข้าใจผิด…” 

“แม๋นนนนน เข้าใจผิดอะไรครัฟ พี่บุญธรรมทำปั๊งช้ำใน ถูกต้องที่สุดแล้วครัฟ โมเดล 70 ของพี่บุญธรรม…ใหญ่จริง…ร๊อคแมว่กกกกก!!!” 
 

“.................”

ตอนนี้ดันเต้กำลังอยู่ในโรงพยาบาล... และยืนอยู่หน้าประตูห้องพักของสปังค์ หนุ่มรุ่นน้องผู้โดนหามมารักษาเนื่องจากโดนพานปืนของคุณวาล... หรือที่ปั๊งเรียกว่าพี่บุญธรรมกระทุ้งท้องจนช้ำใน

ใช่แล้ว... เขารู้ว่าไอ้บทสนทนาพิลึกๆ ข้างบนนี่ไม่ได้มีความหมายลึกซึ้งอะไรหรอก... ทว่าสิ่งที่ทำให้เขาชะงักอยู่หน้าห้องจนได้ยินตั้งแต่ต้นยันจบ และตัดสินใจจะหันหลังกลับเมื่อเริ่มหายช็อคและแขนขากลับมาทำงานตามปกติ... ก็คือเจ้าของเสียงที่สอง... หรืออีวา โรมาโน หนึ่งในสามทหารเกรียนแห่งวาเรียต่างหาก... สัญชาตญาณหลบเกรียนของดันเต้ส่งสัญญาณเตือนภัยบอกให้เขารีบชิ่งออกไปจากที่นี่โดยเร็วที่สุดก่อนที่จะโดนเกรียนตัวแม่เจอเข้า และเขาก็ไม่มีเหตุผลที่จะต้องเพิกเฉยต่อมัน

“ไว้วันหลังผมค่อยมาเยี่ยมที่โรงพยาบาลใหม่ละกันนะครับปั๊งคุง...”