HBD XANXUS!+ นิยายแปล X-Fiamma ตอนที่ 1
posted on 10 Oct 2009 21:01 by irregularอืม... หายไปสองอาทิตย์ เพราะโรคขี้เกียจเกาะหลังปิดเทอมมาได้อาทิตย์นึงแล้วก็กลับมาพร้อมกับไอ้นี่... แบบนี้สินะที่เขาเรียกว่ารนหาที่... ได้ข่าวว่านิยายโกคุยังไม่จบ (เอาน่ะ... อีกสองตอน อีกสองตอน...)
จริงๆ นิยาย X- Fiamma ตอนนี้แมวส้มแถวๆ นี้(ฮา) ก็เคยทำสรุปย่อไว้ล่ะค่ะ (แต่ไม่ได้ลงบลอก) แต่เนื่องจากยังไงแบบย่อกับแบบเต็มอรรถรสมันก็น่าจะต่างกันน่า(หรืออันนี้จะเละกว่าก็ไม่รู้เพราะนกฮูกแปล =___='') + น่าจะยังมีคนไม่เคยอ่านอีกน่า... นกฮูกเลยนึกอยากแปลมั่ง... แน่นอนว่าบอกพี่แมวเฮดโฟนไว้ก่อนแล้วนะคะ กลัวตีกัน ฮ่าๆ XD
และปฎิบัติการเผายังดำเนินต่อไปค่ะ เพราะเพิ่งสำเหนียกได้เมื่อคืนนี้เองว่าวันนี้วันเกิดบอส กร๊าก ปั่นไฟลุกได้อีก แต่เอาเถอะเนอะคะ ไฟลุกโชติช่วงจะได้สมศักดิ์ศรีบอสไง.. เนอะ เนอะ เนอะ (ดูมันแถ...)
เอาเป็นว่า... Buon Bompleanno XANXUS (Sama~) ค่า~~~~ XD ขอให้บอสได้มีบทอีกไวๆ และลุกจากเก้าอี้ทาซูเปอร์กลูได้ซะทีนะคะ =v=+ (โดนปาโต๊ะใส่...)
แหม่ ถ้าไม่ได้เปิดอนิเมตอน 140 นั่นดู คำพูดข้างบนทั้งหมดนี่คงไม่มีวันออกจากปาก irr เลยนะเนี่ย (แล้วอย่าว่าแต่แปลไอ้นิยายข้างล่างนี่เลย ก่อนหน้านี้อ่านเองยังไม่อ่านเลยเหอะ กร๊าก)
ว่าแล้วก็แปะล่ะค่า~
+++++++++++++++++++++
***
กรุณาอย่านำบทแปล ไปเผยแพร่ที่อื่น
โดยไม่ได้รับอนุญาตนะคะ
***
Katekyo Hitman Reborn Secret Bullet 2 : X-Fiamma
ผู้แต่ง: Amano Akira & Koyasu Hideaki
Xanxus's (Varia's?) Chapter: X - 炎 / X -Fiamma
แปลภาษาไทย(แบบไฟลุก)โดย Irregulars
WARNING!!!
1. ผู้แปล หรือ irr นี่แหละ ไม่ได้อ่านฉบับแปลไทยเลยตั้งแต่ช่วงภาคโคคุโยค่ะ
เพราะงั้นศัพท์แปลไทยจะไม่รู้เยอะมากถึงมากที่สุด (แล้วบอกตามตรงว่าไม่คิดจะลงทุนถึงขนาดไปซื้อมาดูคำแปลด้วย =__=') ถ้าเจอไอ้นี่ล่อทับศัพท์ ขอรบกวนให้ท่านผู้อ่านลิงค์กันเอาเองนะคะว่ามันหมายถึงอะไร =v='' แต่ถ้าท่านใดไม่ชอบแบบนี้ ขอแนะนำให้ปิดหน้านี้ด่วนโลดค่ะ เหอๆ
(หลังจากแปลมาหลายอัน มันเพิ่งสำเหนียกได้ว่าควรเขียนเตือนเรื่องนี้ตั้งนานแล้ว...)
2. รอบนี้ไม่มีใครหลงมาให้ตะครุบจับมาเป็นเบต้าค่ะ เพราะงั้นมีความเป็นไปได้สูง(หรือบอกว่าแน่นอนจะถูกกว่า..)ว่าจะภาษามันจะมึนๆ นะคะ กร๊าก=v='''
X - Fiamma
ศึกชิงแหวนวองโกเล่
เวลาได้ล่วงเลยไปหลายวันแล้ว หลังจากที่เหตุการณ์ที่ถูกผู้เกี่ยวข้องพากันเรียกขานกันเช่นนั้นได้จบลง
XANXUS
ทายาทของวองโกเล่รุ่นที่เก้า และหัวหน้าของหน่วยลอบสังหารวาเรีย
ซาวาดะ สึนะโยชิ
ลูกชายคนเดียวของซาวาดะ อิเอมิตสึ *Vongola Mongaikomon ผู้สืบสายเลือดของวองโกเล่รุ่นที่หนึ่งที่ย้ายถิ่นฐานมาอาศัยอยู่ญี่ปุ่น
*ตำแหน่งป๋าสึนะค่ะ... ไม่เคยผ่านหูเลยนะเนี่ยจะว่าไป ภาษาไทยอ่ะ =v='
การต่อสู้ชิงตำแหน่งหัวหน้ารุ่นต่อไปของทั้งสองได้จบลงอย่างพลิกความคาดหมายของคนส่วนใหญ่ โดยที่ชัยชนะตกเป็นของเด็กหนุ่มผู้อ่อนวัยกว่า... ซาวาดะ สึนะโยชิ
ทว่ายังมีเรื่องที่เหนือความคาดหมายของคนรอบข้างยิ่งกว่านั้นอีกเกิดขึ้น นั่นคือความเป็นจริงที่ว่าไม่ใช่เพียงแต่ผู้ที่เกี่ยวข้องกับศึกชิงแหวนเท่านั้น ตัววองโกเล่แฟมิลี่เองก็ได้รับความเสียหายอย่างใหญ่หลวงจากเหตุการณ์ครั้งนี้ด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่รุ่นที่เก้าผู้ได้รับความเคารพนับถือในฐานะหัวหน้าผู้รักสงบได้รับอันตรายจนเกือบถึงแก่ชีวิตนั้น ได้ก่อให้เกิดความตื่นตระหนกแก่ทั้งเหล่า*คาโปและผู้รับรู้เหตุการณ์อีกเป็นจำนวนมาก
* คาโป, คาโปเรจิเม (Capo Régime) ตำแหน่งสูงในวงการมาเฟีย อารมณ์ประมาณพวกผู้บริหารน่ะค่ะ อย่างตำแหน่งผู้พิทักษ์ที่เป็นตำแหน่งใหญ่รองๆ จากบอสอย่างสึนะเองก็นับเป็นคาโปได้เหมือนกัน และผู้ดำรงตำแหน่งคาโปเรจิเมนั้นจะมีกองกำลังส่วนตัวของแต่ละคนภายในแฟมิลี่ด้วยค่ะ
ศึกชิงแหวนนี้มีปริศนามากมายซุกซ่อนอยู่ตั้งแต่แรกเริ่มแล้ว
เพราะเหตุใด XANXUS ผู้ที่น่าจะโดนสำเร็จโทษฐานก่อกบฎ ‘Yurikago’ เมื่อแปดปีก่อน จึงสามารถกลับมายืนหยัดต่อหน้าผู้คนในฐานะหัวหน้าหน่วยของวาเรียได้อีกครั้ง
ยิ่งไปกว่านั้น อะไรที่ทำให้เขาซึ่งเป็นทายาทเพียงคนเดียวของรุ่นที่เก้าตัดสินใจลงมือก่อการจลาจลครั้งนี้ขึ้น
และเขาไปใช้ชีวิตอยู่ที่ไหน อย่างไรในช่วงระยะเวลาแปดปีอันแสนยาวนานที่ผ่านมา
หากรวมเรื่องราวของผู้ที่ให้ความร่วมมือแก่ XANXUS อย่างเหล่าผู้ที่อ้างว่าตนเองคือ*องค์กรเชลเบลโลเข้าไปด้วยแล้ว ปริศนาอันดำมืดที่ปกคลุมเหตุการณ์ครั้งนี้อยู่ก็ช่างซับซ้อนจนไม่อาจประมาณการณ์ได้
ในเวลานี้ ความจริงของปริศนาหลายอย่างได้ถูกเปิดเผยออกมาแล้ว ส่วนที่ยังไม่พบคำตอบก็ได้มีการดำเนินการสืบสวนอยู่อย่างเต็มที่
พวกเราอยากจะทำให้เรื่องราวทั้งหมดกระจ่างชัดเร็วขึ้นแม้เพียงจะวินาทีเดียวก็ยังดี
สิ่งที่จะถูกบันทึกต่อไปนี้ เป็นบันทึกของคดีๆ หนึ่ง อันจะเป็นเบาะแสหนึ่งที่จะช่วยในการไขปริศนาเหล่านั้น
ประมาณหนึ่งเดือนก่อนการเริ่มต้นของศึกชิงแหวน
คดีที่พรรคพวกของเราได้ไปพานพบอย่างไม่คาดฝันขณะอยู่ในระหว่างการปฎิบัติภารกิจอื่นอยู่
คดีโจมตีและยึดครองเกาะ*มาเร เดียโวลา
*マレ・ディアボラ อันนี้ไม่ทราบจริงๆ ค่ะว่าภาษาอิตาลีมันจะเป็น Mare Diavola, Mare Diabola, Male Diavola หรืออื่นๆ อีก ฯลฯ (แค่ R กะ L ก็มึนแล้วยังมี B กะ V อีก... อิตาลีออกตัววีเป็นบีน่ะค่ะ Orz’’’) เพราะงั้นขออ่านตามต้นฉบับล่ะนะคะ =v=’’’ (แต่ถ้าให้นกฮูกดำน้ำ นกฮูกจะนึกถึงคำว่า Mare- ทะเล กะ Diavola- ปิศาจ กร๊ากกกกกกกกก อ๊ะ งั้นก็นี่ก็ปิศาจตัวเมียอ่ะจิ?? << น่าน...)
*EDIT* เปลี่ยนคำว่า Kikan ของเชลเบลโลเป็นองค์กรตามที่ท่านไทโยบอกไว้ที่คอมเมนต์ด้านล่างค่ะ ขอบคุณมากๆ เลยนะค้า >w<
(...แต่เชลเบลโลนี่ไม่เปลี่ยนนะคะ ก็ irr ได้ยินอนิเมเขาเรียกงั้นนี่นา... << ดูมัน)
16 กันยายน 23.55 น.
ดวงตาที่อยู่เบื้องหลังกรอบแว่นสั่นไหวอย่างตื่นตระหนก
“อะไร... กัน...”
ออตตาวิโอนั้นเป็นคาโปหนุ่มของวองโกเล่แฟมิลี่ที่มีความสามารถจนเป็นที่ถูกจับตามองเป็นอย่างมากคนหนึ่ง
นิสัยของเขาที่มักจะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องราววุ่นวายอย่างเปิดเผยนั้น คาดเดาได้ไม่อยากจากใบหน้าสงบสเงี่ยมเข้ากับแว่นไร้กรอบ แต่ด้วยความสามารถด้านการเจรจาต่อรองในเรื่องต่างๆ และจุดเด่นที่ว่าไม่ว่าจะเป็นงานแบบไหนก็สามารถลงมือปฎิบัติการได้อย่างเยือกเย็น ทำให้เขาได้รับตำแหน่งที่มีอำนาจสูงในแฟมิลี่อย่างคาโปเรจิเมแม้จะยังอยู่ในวัยเพียงสามสิบเท่านั้น
การที่เขาคนนั้นจะแสดงท่าทีวุ่นวายใจหรือตื่นตระหนกได้มากขนาดนี้นับว่าเป็นเรื่องที่แปลกมาก
ดังนั้น..
ก็หมายความว่าบุคคลผู้ที่ปรากฏตัวขึ้นราวกับแทรกซึมออกมาจากความมืดยามรัตติกาลนั่น สำหรับออตตาวิโอแล้วเป็นบุคคลที่มีความสำคัญมากขนาดนั้นนั่นเอง
“..........................”
ชายผู้อยู่เบื้องหน้าออตตาวิโอนั้นจ้องมองเขาอย่างเงียบๆ
เขาเป็นชายร่างสูง...
ออตตาวิโอเองก็ไม่ได้นับว่าเป็นคนร่างเล็กแต่อย่างใด แต่อีกฝ่ายที่กำลังยืนมองออตตาวิโออยู่นั้น แม้จะเทียบจากส่วนสูงโดยเฉลี่ยของชายอิตาลีแล้วก็กล่าวได้ว่าเป็นคนที่สูงมากทีเดียว
มองเพียงปราดเดียวก็รู้ได้ว่าไม่ใช่คนธรรมดา
เขาเป็นชายที่มีบรรยากาศที่ชวนให้ผู้พบเห็นทุกคนรู้สึกเช่นนั้น
ชุดที่ถูกสวมใส่อย่างหลวมๆ ไม่ได้ทำให้รู้สึกถึงความไร้ระเบียบ หากแต่กลับทำให้ผู้มองรู้สึกถึงจิตใจอันแรงกล้าที่จะไม่ยอมถูกผูกมัดโดยสิ่งใด และมันก็ได้ก่อให้เกิดความรู้สึดกดดันแก่บุคคลโดยรอบและเข้าครอบคลุมสถานที่นั้นเอาไว้
“………….อา..”
ออตตาวิโอถอนหายใจเบาๆ พลางคุกเข่าลง
และบรรยากาศรอบตัวเขาทั้งสองก็ราวกับจะบอกว่านั่นเป็นเรื่องธรรมดาที่ออตตาวิโอจะต้องแสดงความเคารพแก่ชายผู้อยู่ตรงหน้า
“ไม่ได้พบกันเสียนานเลยนะครับ รุ่นที่สิบ”
เหล่าลูกน้องของออตตาวิโอที่อยู่รายรอบพากันตื่นตกใจเมื่อได้ยินคำพูดนั้น
ผู้ที่ยืนอยู่บนจุดสูงสุดของวองโกเล่แฟมิลี่หรือบอสรุ่นที่เก้านั้น แม้ว่าในตอนนี้จะสูงวัยแล้ว แต่ก็ยังมีสุขภาพร่างกายแข็งแรงดีอยู่
ออตตาวิโอเรียกชายคนนั้นว่า ‘รุ่นที่สิบ’
นั่นก็หมายความว่า บุคคลที่อยู่ๆ ก็ปรากฏตัวออกมาอย่างกะทันหันคนนี้ คือบอสวองโกเล่รุ่นต่อไป
“......... ออตตาวิโอ”
ในที่สุดชายหนุ่มก็เอ่ยปากขึ้น
น้ำเสียงของเขาบอกให้รู้ว่าผู้พูดนั้นเคยชินกับการออกคำสั่งต่อผู้อื่นเป็นอย่างยิ่ง
เขาก้มลง แล้วกระชากผมหน้าของออตตาวิโอ จับให้หันหน้าเข้าหาตนเองแล้วพูดขึ้น
“บอกสถานการณ์ของตอนนี้มา”
“..... ครับ”
แม้จะถูกทำท่าทีหยามเหยียดขนาดนั้น ออตตาวิโอกลับไม่ได้แสดงสีหน้าไม่พอใจออกมาแม้แต่นิดเดียว ซ้ำยังทำราวกับว่าท่าทีเย่อหยิ่งของชายตรงหน้าเป็นเพียงเรื่องธรรมดา
“ขณะนี้พวกเรากำลังเผชิญหน้ากับสถานการณ์ที่ยากลำบากมากครับ หากเป็นอย่างนี้ต่อไป ไม่ใช่แค่พวกเรา วองโกเล่.. ไม่สิ แม้แต่ตระกูลพันธมิตรเองก็คง...”
“เฮ้ย”
มือที่กำผมหน้าของออตตาวิโออยู่ออกแรงกำแน่นยิ่งขึ้น
“เลิกพล่ามเรื่องงี่เง่าได้แล้ว ไอ้สวะ”
“.............................”
“คำตอบล่ะ?”
“ครับ... ขอประทานโทษครับ”
ออตตาวิโอหลุบตาลงต่ำอย่างสำนึกผิด แม้ใบหน้าของเขาจะเริ่มบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวด
“เมื่อประมาณสามชั่วโมงก่อน เรือนรับรองแขกบนเกาะมาเร เดียโวลาที่อยู่ห่างจากอ่าวนี้ไป 1.15 กิโลเมตร ได้ถูกกองกำลังติดอาวุธปริศนาเข้าโจมตีครับ”
มาเร เดียโวลา
เกาะนี้ที่เดิมทีกองทัพอิตาลีได้สร้างขึ้นเพื่อเป็นจุดยุทธศาสตร์ในการป้องกันทางทะเล เมื่อเวลาได้ล่วงเลยไปก็ได้จบหน้าที่ของตัวมันลง และถูกเทขายกรรมสิทธิ์ให้แก่พลเรือน
วองโกเล่แฟมิลี่ที่ได้ซื้อเกาะนี้มาได้ตั้งใจจะเปลี่ยนมันให้เป็นรีสอร์ตกลางทะเล จึงได้ดำเนินการก่อสร้างคฤหาสน์อันหรูหราและพัฒนาทรัพยากรต่างๆ ในเกาะขึ้น และผู้ที่ได้รับมอบหมายหน้าที่ในการดูแลการจัดการเรื่องต่างๆ เกี่ยวกับเกาะนี้ก็คือออตตาวิโอนั่นเอง
ดังนั้นเรื่องที่เกิดขึ้นบนเกาะมาเร เดียโวลาทั้งหมดก็ย่อมตกอยู่ในความรับผิดชอบของเขา
แน่นอนว่า... สถานการณ์อันเลวร้ายที่สุดที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ในตอนนี้ก็ด้วย
“ที่เกาะมาเร เดียโวลาได้มีการจัดงานเลี้ยงเพื่อเชื่อมสัมพันธไมตรีระหว่างผู้มีอำนาจจากแฟมิลี่พันธมิตรขึ้นครับ ผู้เข้าร่วมงานทั้งหมดมีจำนวนราวๆ หนึ่งร้อยห้าสิบคน และในตอนนี้ทั้งหมดก็ถูกกองกำลังติดอาวุธควบคุมตัวเอาไว้อยู่ครับ”
นั่นกล่าวได้ว่ามันเป็นสถานการณ์ที่ไม่ควรจะเกิดขึ้นเป็นอันขาด เพราะความเป็นจริงที่พวกเขากำลังเผชิญในตอนนี้ก็คือ เหล่ามาเฟียผู้กล้าหาญองอาจที่เป็นที่รู้จักกันดีในโลกเบื้องหลังของอิตาลี ตอนนี้กลับกลายเป็นฝ่ายที่ถูกจับตัวเอาไว้ไปเสียได้
ทว่าสีหน้าของชายผู้กำลังรับฟังเรื่องราวที่ออตตาวิโอเล่าออกมาอยู่นั้น กลับไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ เลยแม้แต่นิดเดียว
“ไม่รู้ว่าควรจะพูดว่าโชคดีหรือเปล่า... ตัวผมมาถึงที่นี่ช้าเพราะติดธุระอื่นอยู่ เลยรอดจากการถูกจับมาได้...”
แต่ถึงแม้จะพูดอย่างนั้น ออตตาวิโอกลับหลุบตาลงต่ำด้วยสีหน้าเจ็บปวด
“กลุ่มติดอาวุธได้ยื่นเงื่อนไขให้กับพวกเรามาแล้วครับ ว่าถ้าอยากให้ปล่อยตัวประกันล่ะก็จะต้องส่งเงินสดยี่สิบล้านยูโรให้กับพวกมัน”
พูดง่ายๆ มันก็คือการเรียกค่าไถ่นั่นเอง
แต่ออตตาวิโอก็ไม่สามารถตอบรับเงื่อนไขดังกล่าวอย่างง่ายดายได้
เรื่องจำนวนเงินไม่ใช่ปัญหา หากแต่เพราะมาเฟียนั้นคือเหล่าบุรุษที่ให้ความสำคัญกับการปกป้องศักดิ์ศรีของตน แม้ว่ามันอาจจะหมายถึงการต้องใช้ชีวิตเป็นเดิมพันก็ตาม หากยอมแพ้ต่อการข่มขู่เอาเสียง่ายๆ อำนาจของพวกเขาก็มีแต่จะสูญสิ้น
“ถ้าเตรียมเงินมาให้พวกมันก่อนรุ่งสางไม่ได้... ตัวประกันทั้งหมดก็จะ...”
“เฮอะ”
ชายหนุ่มปล่อยผมหน้าของออตตาวิโอที่ตนจับเอาไว้ออก แล้วหันหลังให้อีกฝ่าย
“พวกแกน่ะอยู่เฉยๆ ที่นี่ล่ะ”
“เอ๋...?”
“ความปลอดภัยของพวกตัวประกันบนเกาะน่ะฉันจะเป็นคนรับประกันเอง... XANXUS ผู้สืบทอดที่ถูกต้องของวองโกเล่คนนี้นี่ล่ะ”
**********
“มีแค่พวกเรานี่จะดีแน่งั้นเรอะ?”
เสียงพึมพำเบาๆ ของชายคนหนึ่งดังขึ้น
และในวินาทีต่อมา ก็มีเสียงหัวเราะดังขึ้นจากเรือลำเล็กที่ซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางความมืดมิดนั้น
เสียงหัวเราะแห้งๆ, เสียงหัวเราะอย่างกลั้นเอาไว้ไม่อยู่, เสียงหัวเราะอย่างเย้ยหยัน... แม้ว่าจะต่างกัน แต่ทั้งหมดนั่นก็เป็นเสียงหัวเราะที่แฝงเจตนาดูถูกอีกฝ่ายเอาไว้อย่างชัดเจนไม่แตกต่างกันเลย
“มีอะไรน่าขำกันนักหรือไง พวกแก!”
เงาของเจ้าของเสียงลุกขึ้นอย่างกะทันหันพร้อมตวาดอย่างโกรธเกรี้ยวจนทำให้เรือโคลงเคลง
“เฮ้ยยย! อย่าส่งเสียงดังเซ่!”
เงาของคนอีกคนลุกขึ้นยืนพร้อมกับส่งเสียงดังไม่แพ้อีกฝ่ายที่ตนกำลังต่อว่าออกมา
“ลืมแล้วหรือไงว่าทำไมพวกเราต้องมาหลบอยู่เงียบๆ ในความมืดแบบนี้? ถ้าดันทำให้อีกฝ่ายรู้ตัวเพราะเรื่องพรรค์นี้ แผนของ XANXUS ก็พังหมดสิวะ!”
“คนอย่างแกอย่าบังอาจมาเรียกชื่อบอสนะเว้ยสควอโล!”
ถึงจะไม่อาจเห็นหน้าของทั้งสองได้ชัดเจน แต่รอบข้างก็รู้สึกได้ไม่ยากว่าบรรยากาศรอบๆ ตัวทั้งคู่กำลังตึงเครียดขึ้นเรื่อยๆ จนแทบจะเกิดกระแสไฟปะทะกันอยู่รอมร่อแล้ว
“เอาล่ะ พอแค่นั้นแหละ”
ผัวะ! พลั่ก!
“อุ...”
“เฮ้...”
เงาของคนทั้งสองทรุดลงนั่งพร้อมๆ กันด้วยอาการราวกับร่วงหล่นลงไป
“อ้าวแหม เจ็บหรือเปล่าทั้งสองคน? แต่จริงๆ ก็ทำเพราะตั้งใจจะให้เจ็บล่ะนะ”
“อูย.... ลุซซูเรีย...”
“แก... ไอ้กะเทยนี่.....”
ด้วยความที่ถูกเล่นงานเข้าที่ท้องอย่างไม่ทันตั้งตัว ทำให้ความโกรธของทั้งสองคนพุ่งเป้าไปหาชายผู้เข้ามาขัดขวางการโต้เถียงของพวกตนเมื่อครู่ก่อนแทน...
“ทำตัวดีๆ กันเสียทีเถอะน่า ทั้งสองคนเลย”
เสียงพูดพร้อมกับถอนหายใจดังขึ้นบริเวณเบื้องล่างของพวกเขา และผู้ที่อยู่ตรงนั้นก็คือเจ้าของเงาร่างเล็กราวกับเด็กทารก
“ทะเลาะกันด้วยเรื่องที่ทำเงินก็ไม่ได้พรรค์นั้นมันสนุกตรงไหนเหรอ?”
“หนวกหูน่าเจ้าเปี๊ยกเวรนี่!”
ชายผู้ถูกเรียกว่าสควอโลเงื้อขาขึ้นเตะร่างเล็กที่อยู่ตรงปลายเท้าตนอย่างเต็มแรง
“!”
แต่สัมผัสที่ได้รับกลับไม่ใช่อย่างที่มันควรจะเป็น... และเมื่อเขามองไปก็จะได้พบว่าเงาร่างเล็กๆ นั้นกำลังยืนอยู่ตรงปลายขาของตน
“ฟังนะ? นี่เป็นภารกิจของพวกเราที่ห่างหายไปถึงแปดปีเชียวนะ”
เสียงนั้นพูดขึ้นอย่างเรียบๆ แต่มันก็ทำให้บรรยากาศโดยรอบพวกเขาสงบลงได้แทบจะในทันที
“วาเรีย หน่วยลอบสังหารที่แข็งแกร่งที่สุดของวองโกเล่จะได้ออกโรงหลังจากที่ไม่ได้แสดงฝีมือมาเสียนาน ทุกคนคงไม่อยากทำให้บอสต้องเสียหน้าใช่ไหม”
“มันแน่นอนอยู่แล้ว!”
ผู้ที่ตอบออกมาเช่นนั้นอย่างรวดเร็วกว่าคนอื่นๆ ที่เหลืออยู่ทั้งหมด ก็คือชายผู้ที่เป็นต้นเหตุของการทะเลาะเบาะแว้งเมื่อครู่ก่อนนั่นเอง
เจ้าของเงาร่างเล็กๆ โดดกลับลงไปที่พื้นเรืออย่างแผ่วเบา แล้วกล่าวกับเขาด้วยน้ำเสียงที่เหมือนกับจะปลอบโยน
“แล้วเลวี มีอะไรที่ทำให้เธอกังวลงั้นเหรอ?”
“ฉันไม่ได้กังวล ก็แค่สงสัยว่าภารกิจครั้งนี้มีแค่พวกเราห้าคนลงมือมันจะไม่เป็นอะไรแน่หรือต่างหาก”
“เธอกลัวว่ากำลังคนจะไม่พอ?”
“ที่เกาะน่ะมีตัวประกันอยู่มากใช่ไหมล่ะ ถ้าจะช่วยให้พวกนั้นหนีไปได้ก็น่าจะระดมกำลังของ*หน่วยอัสนีที่ฉันฝึกมา...”
*ย้ำอีกที ไอ้ชื่อหน่วยระวีนี่นกฮูกก็ไม่รู้ว่ามันแปลว่าไงค่ะ เมาเอาจากชื่อแหวนนั่นแหละ =A=’’
“งี่เง่าน่ะ ไม่เห็นต้องช่วยให้พวกนั้นหนีเลย”
เจ้าของคำพูดนั้นก็คือสมาชิกคนที่ห้าผู้ไม่ได้เข้ามาร่วมวงสนทนาอันวุ่นวายของพรรคพวกจนถึงเมื่อครู่นั่นเอง มีดที่เขาถืออยู่ในมือกำลังส่องประกายวิบวับภายใต้แสงดาว
“ฆ่าทิ้งซะให้หมดก็พอแล้วนี่ แค่นี้ก็แก้ปัญหาได้แล้ว”
เขาพูดพลางส่งเสียงหัวเราะชิชิชิอันเป็นเอกลักษณ์
ส่วนชายผู้ถูกเรียกว่าเลวี แม้จะส่งเสียง “อุ...” ออกมาเบาๆ แต่ก็ไม่ได้มีท่าทีจะโต้เถียงอะไรมากไปกว่านั้น
แล้วเงาร่างเล็กก็เอ่ยปากขึ้น เหมือนกับตั้งใจจะสรุปและปิดฉากการสนทนาทั้งหมด
“ภารกิจนี้ถือเป็นบททดสอบของพวกเราด้วยเหมือนกัน ว่าพวกนายจะสามารถติดตามบอส... ไปสู่อนาคตที่บอสคาดหวังไว้ได้หรือเปล่าน่ะนะ”
ทั้งสี่คนพยักหน้าราวกับจะบอกว่าพวกตนเข้าใจดีโดยที่ไม่มีใครพูดอะไรออกมา
และในตอนนั้น คำสั่งให้เริ่มปฎิบัติการตามแผนจาก XANXUS ก็ได้ถูกส่งผ่านมายังเครื่องส่งสัญญาณไร้สายขนาดเล็กของพวกเขา
“ไปกันได้แล้วพวกแก!!!”
เสียงของสควอโลและเสียงเครื่องยนต์ที่ดังขึ้นพร้อมกัน ได้ทำลายบรรยากาศอันเย็นเยือกยามรัตติกาลจนหมดสิ้น
~Part 1 END~
ลป. โศกนาฎกรรมระหว่างแปลสดๆ ร้อนๆ... แมลงผู้รนหาที่มาตายกลางเล่ม... Orz''' (อีกนิดเดียวจะโดนชื่อบอสแล้ว เอาเข้าไป ยังดีที่ไม่โดนหน้าภาพประกอบ TTvTT'')
ลป2. หลาม... เอ็งเป็นบุคคลที่ไม่น่าไปห้ามให้ชาวบ้านเสียงดังที่สุดเลยนะ ยิ่งเทียบตามแรงค์ฟูตะเนี่ย (ฮา)
ลป3. อืม... เอนทรีก่อนๆ นกฮูกบอกจะอัพอะไรนะ... ช่างมันเหอะ.... จะว่าไปชักจะเข้าใจแล้วสิว่าทำไมโดนบอกว่านิสัยเหมือนคนเลือดกรุ๊ปบีบ่อย =v='''
ลป4. นี่ irr มีโปรเจคต์ต่อเนื่องคาอยู่กี่อันแล้วฟระ Orz'''
ลป5. วันนี้ไปทอดกฐินกับที่บ้านมาล่ะค่ะ... บอสคะ... อยากได้บุญแถมเป็นของขวัญวันเกิดไปด้วยเลยมั้ยคะ เดี๋ยวกรวดน้ำใ....... (โดนเผาเป็นเถ้าดับอนาถ อูอา...)

















)
ตำแหน่งป๋าอิเอมิสึ แปลไทยใช้คำว่า
ผู้ดูแลนอกแก๊ง อะค่ะ (ดูยังไงๆ
#1 By Hano Akemi on 2009-10-10 21:15